น้ำหอมกลิ่นเดียวกัน กลิ่นที่ไม่เหมือนกัน

มีหลายครั้งที่เราเดินผ่านคนๆ หนึ่ง หรือบางครั้งได้กลิ่นน้ำหอมจากเพื่อนแล้วรู้สึกชอบในกลิ่นนั้นจนต้องไปถามเพื่อหาซื้อมาใช้ แต่พอลองเอามาใช้เองแล้วกลับรู้สึกว่ากลิ่นน้ำหอมเปลี่ยนไป ไม่เหมือนที่เราได้กลิ่นจากเพื่อนหรือจากเคาน์เตอร์น้ำหอมตอนซื้อเลย ทำไมน้ำหอมขวดเดียวกัน กลิ่นเดียวกัน แต่พอลองใช้แล้วกลับได้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไป เรามีเหตุผลง่ายๆ อยู่ 2 ข้อมาอธิบายให้ฟัง

เหตุผลที่ 1 คือ ระดับความหอม

น้ำหอมแต่ละขวดเมื่อทำการฉีดแล้วจะเกิดปฏิกิริยา และการเปลี่ยนแปลง เมื่อเวลาผ่านไปกลิ่นจะเปลี่ยนไปตามระดับ เรียกว่า “Note” ซึ่งมีทั้งหมด 3 ระดับด้วยกัน

ระดับที่ 1 Top Notes เป็นกลิ่นแรกของน้ำหอมที่เราฉีดออกมา กลิ่นมีความเข้มข้นสูง และจะหอมอยู่นานในช่วง 10-15 นาทีแรก

ระดับที่ 2 Middle Notes เริ่มระเหยส่งกลิ่นหอมออกมา จะอยู่นาน 2-3 ชั่วโมง

ระดับที่ 3 Base Notes เป็นกลิ่นที่ติดนานคงทน 4-6 ชั่วโมง และเป็นกลิ่นเรียบๆ ไม่ฉุน ไม่หวือหวาเหมือนกับระดับแรก แต่เป็นกลิ่นน้ำหอมที่สำคัญที่จะทำให้น้ำหอมบนตัวแต่ละคนมีกลิ่นที่ไม่เหมือนกัน

เหตุผลที่ 2 คือ Body Chemistry

สาเหตุที่มีผลกับกลิ่นน้ำหอมมากที่สุด คือกลิ่นตัวของผู้ใช้น้ำหอม โดยกลิ่นตัวของแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่ง Body Chemistry นี่เองที่จะไปทำปฏิกิริยา หรือผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมในระดับที่ 3 ของน้ำหอม (Base Notes) กลายเป็นกลิ่นหอมที่มีความอ่อนไหวเมื่อผสมเข้ากับกลิ่นธรรมชาติของร่างกายแต่ละคน และกลายเป็นกลิ่นที่แปลกใหม่เฉพาะตัวออกมา

ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าเราซื้อผิดกลิ่น หรือเผลอไปซื้อของปลอมมาหรือเปล่า เพราะเจ้า Body Chemistry นี่แหละที่เป็นสาเหตุหลักๆ ที่ไม่ว่าเราจะซื้อน้ำหอมกลิ่นเดียวกันกับเพื่อนมาฉีดเท่าไรก็จะได้กลิ่นหอมที่ออกมาไม่เหมือนกันอยู่ดี

ความจริงของน้ำหอม

น้ำหอมจำนวนมากบนโลกล้วนประกอบไปด้วยส่วนผสมของธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ดอกไม้ในน้ำหอมมีประวัติอันยาวนาน กลิ่นของมันจะให้ความรู้สึก สวย เซ็กซี่ และสดชื่น

เมื่อมีคนฉีดน้ำหอมที่มีส่วนผสมของดอกไม้คนรอบข้างจึงรู้สึกราวกับอยู่กับธรรมชาติ แต่น้ำหอมบางชนิดก็มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ เพราะน้ำหอมจำนวนมากประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ แต่ไม่ใช่น้ำหอมทั้งหมด

ต้นทุนของส่วนผสมจากธรรมชาติแบรนด์ส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายได้ สำหรับกลิ่นที่เฉพาะใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติตลอดเวลาเป็นเรื่องยากเกินไป ทำให้หลายๆแบรนด์หันมาพึ่งสารสังเคราะห์มากกว่าเดิม ถึงแม้ส่วนผสมจากธรรมชาติจะมีมีความสวยงามและซับซ้อน

แต่การตลาดน้ำหอมในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป ในแง่ของการปรุงน้ำหอมระหว่างสารสังเคราะห์และธรรมชาติหลายๆ แบรนด์ทำออกมาได้ดี แต่เดิมอาจจะไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควรเพราะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ส่วนผสมสังเคราะห์เป็นสิ่งที่ดีและมีความเป็นไปได้หลายอย่างแต่หลายคนจะคุ้นชินกับน้ำหอมที่มีความเป็นธรรมชาติมากว่า

แต่ข้อดีของการใช้การสังเคราะห์คือลดการจัดหาวัตถุดิบทางธรรมชาติและทำให้น้ำหอมถูกลง อย่างไรก็ตามน้ำหอมไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ราคาของน้ำหอมหลายแบรนด์เพิ่มขึ้นส่วนมากไม่ได้เป็นส่วนผสม แต่ส่วนใหญ่จะแพงเพราะแคมเปญการตลาดและค่าออกแบบแฟชั่นหรือคค่าบรรจุภัณฑ์

ประสบการณ์เลือกน้ำหอม

น้ำหอมถือว่าเป็นวัตถุดิบหลักของอายธรรมนับหลายศตวรรษตั้งแต่ในสมัยโบราณจวบจนสมัยปัจจุบัน มีผู้คนมากมายที่ต้องพึ่งพากลิ่นหอมเพื่อจุดประสงค์ในการตกแต่งถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับตัวเอง รวมไปถึงกระตุ้นความทรงจำ และใช้น้ำหอมในการบำบัด อย่างไรก็ตามน้ำหอมเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมีผลต่อ อารมณ์ ความรู้สึก หากคุณมีประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตก็จะช่วยการเลือกน้ำหอมเป็นเรื่องที่ง่าย…

1.กลิ่นเดียวกันแต่กลิ่นไม่เหมือนกัน

เคยสังสัยมั้ยน้ำหอมกลิ่นเดียวกันแต่ทำไมฉีดในแต่ละบุคคลถึงไม่เหมือนกัน สำหรับเรื่องนี้ในทางวิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้ว่าสารเคมีในร่างกายแต่ละคนมีอิทธิพลต่อการตอบสนองของผิวหนัง เพราะฮอร์โมนทำให้กลิ่นของน้ำหอมในแต่ละคนหอมไม่เหมือนกัน

2.น้ำหอมและสมอง

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่าความรู้สึกส่งผลต่อน้ำหอม เพราะกลิ่นหอมมีกลไกบางอย่างที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่มีข้อผูกมัดกับระบบ limbic ในด้านอารมณ์และความรู้สึก ทำให้กลิ่นสามารถกระตุ้นให้มนุษย์มีอารมณ์รุนแรง กระตุ้นความทรงจำ ช่วยส่งเสริมบุคลิก และส่งผลต่อสุภาพและพฤติกรรมได้อีกด้วย

3.น้ำหอมและประสบการณ์

การที่เราจะตอบสนองต่อกลิ่นใดๆ อาจจะเป็นเพราะเรามีประสบการณ์ส่วนตัวลึกซึ้งกับกลิ่นก็ได้ ซึ่งมีงานวิจัยเร็วๆ นี้ได้ชี้ให้เห็นว่ากลิ่นบางกลิ่นอาจถูกเข้ารหัสเป็นยีนของเราจึงทำให้รู็สึกรักกลิ่นนั้นเป็นพิเศษ

ฉีดน้ำหอมอย่างไรให้ติดทน?

ถ้าคนไม่เคยสังเกตว่า มีด้วยหรอ วิธีฉีดน้ำหอมให้ติดทนนานกว่าปกติ เพราะปกติฉีดเสร็จ เราก็ไม่ค่อยมาสนใจหรอก ว่าเจ้าน้ำหอมเนี้ย มันจะหมดกลิ่นไปตอนไหน แค่รู้ว่าฉีดช่วงแรกๆ ก็หอมดี แต่พอช่วงเย็นๆ ก็ไม่ค่อยได้กลิ่นแล้ว

หลายคนฉีดน้ำหอมไปแล้วกลิ่นไม่ทน 3-4 ชั่วโมงกลิ่นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เป็นคำถามคาใจหลายๆคน งั้นเอามาลองเปลี่ยนการฉีดๆลงเสื้อธรรมดาเป็นการฉีดน้ำหอมแบบมีทริค 5 วิธีกัน

1.หลังใบหูทั้งสองข้าง

เรียกว่าเป็นบริเวณยอดฮิตของสาวๆส่วนใหญ่ที่นิยมกันฉีด เพราะบริเวณนี้ติดทนนาน และเมื่อเวลาเดินผ่านคนอื่นจะได้กลิ่นของน้ำหอมจากบริเวณนี้อย่างชัดเจน.

2.ข้อพับแขน

เพราะว่าบริเวณนี้เป็นช่วงที่ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทุกๆที่สาวๆเคลื่อนไหว กลิ่นของน้ำหอมก็จะฟุ้งออกมาตามแรงเหวี่ยงของแขนที่ขยับ

3.เส้นผม

นำหวรมาฉีดน้ำหอมลงไป จากนั้นแปรงให้ทั่วศรีษะเพียงเท่านี้สะบัดกี่ครั้งก็จะได้กลิ่นของน้ำหอมทั้งวัน

4.ฉีดแล้วเดินผ่าน

วิธีนี้อาจจะทำให้สาวๆเปลืองน้ำหอมไปหน่อย แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะสาวๆฉีดน้ำหอมแล้วเดินผ่านละอองเหล่านั้นจะทำให้ติดไปทั้งร่ายกาย จะดมตรงไหนก็หอมไปหมด

5.ทาโลชั่นก่อน

กาทาโลชั่นก่อนที่ฉีดน้ำหอมลงบนผิว เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้น้ำหอมของผู้หญิง ติดทนานรู้แบบนี้แล้วอย่าลืมไปทำตามวิธีทั้ง 4 ข้อเพื่อให้น้ำหอมผิวให้นานทั้งวันนะคะ

ที่มา : https://www.ceresathailand.com/

รู้จัก OpenStack

คุณรู้จัก OpenStack มากน้อยแค่ไหน แล้วรู้สึกไหมว่า ในยุค 4.0 นี้ เราเห็นคำว่า OpenStack ผ่านตามากมายจากหลายที่ นั่นเพราะเป็นเทคโนโลยี ที่กำลังมาแรงในขณะนี้ สำหรับใครที่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องของ OpenStack เลยว่ามันคืออะไร วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก เพื่อเป็นประโยชน์ในธุรกิจของตัวคุณเอง

ปัจจุบัน OpenStack ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud แต่อะไรทำให้ OpenStack มีความโดดเด่นเกินหน้าเกินตาคู่แข่งรายอื่นอย่าง Amazon EC2 กันล่ะ? บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ OpenStack และเปิดเผยองค์ประกอบเด่นๆ ของมันกัน

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

NASA และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack ก่อนจะเปิดเป็น Open source ให้เหล่าโปรแกรมเมอร์สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง GitHub ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ PayPal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีโปรเจ็คเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ซึ่งส่วนมากก็เป็นโปรเจ็คเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้งาน OpenStack หรือจะทดลองใช้ ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ก็ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

รู้จัก Ecosystem ของ OpenStack

สิ่งที่เหมือนกันของ OpenStack กับ Amazon EC2 คือ ผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก dashboard หรือ API ได้ แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจากเรื่องที่ OpenStack เป็นบริการฟรี คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็นบริการ Private Cloud ของ OpenStack เอง หรือจะสมัครไปใช้ Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

OpenStack ในความจริงไม่ใช่ Hypervisor แต่ OpenStack เป็นโครงสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกันหลายๆ เครื่อง โดย User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

Component หลักของ OpenStack

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตามแต่ Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network และ Network Interface อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : มีหลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยว อย่าง Image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เราสามารถเพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (identity storage) : เป็นตัวคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Autentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อครวม VM ที่เราอัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้กันภายในองค์กร
  • Trove (database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component พวกนี้ของ OpenStack ยังใช้ MySQL database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลเอาไว้แบบ Public

apt-get install keystone python-keystoneclient

คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam”

คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list

คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย

from keystoneclient.v2_0 import client

หรือถ้าใครไม่คล่อง Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

มิวเซียม

ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โลกของกลิ่นหอมและน้ำหอม เรื่องราวของน้ำหอมได้มีจุดเริ่มมาตั้งแต่สมัยโบราณคงไม่น่าแปลกที่จะมีพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำหอมเกิดขึ้นมากมายทั่วทุกมุมโลก

หากคุณได้ไปเยือนสักครั้งก็จะรู้ว่าพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศของกลิ่น อุดมไปด้วยสาระสำคัญอันลึกลับที่พร้อมให้คุณได้ดื่มด่ำกับความสุขในช่วงเวลาของความสงบในเมืองบ้านเกิดของน้ำหอม พิพิธภัณฑ์ Aromatic หนึ่งในมนต์เสน่ห์ของน้ำหอมได้เปิดตัวขึ้นในเดือนธันวาคม

โดยมีจุดประสงค์การสร้างขึ้นเพื่อฉลองประวัติศาสตร์และผลกระทบของอุตสหกรรมน้ำหอม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญญาลักษณ์และวัฒนธรรมของฝรั่งเศสที่มีความเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของการส่งออกน้ำหอม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีขนาด 15,000 ตารางฟุต

ตั้งอยู่ในคฤหาสน์ที่ 73 rue du Faubourg Saint Honoré ในเขตปกครองตนเองที่ 8 ของเมืองหรูในกรุงปารีส ส่วนภายในจะประกอบไปด้วยหอเกียรติยศแสดงน้ำหอมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกกว่า 50 แห่ง รวมทั้งจัดการแสดงที่เรียกว่า “The Art of the Perfumer”

เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลิ่นถูกสร้างขึ้นมาตั้งอารยธรรมโบราณและยังคงสืบเนื่องมายังปัจจุบัน และอีกหนึ่งไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์ก็คือเยี่ยมชมตัวอย่างไคเฟิตรสเผ็ดหวานที่ชาวอียิปต์โบราณเลือกใช้ในการปรุงน้ำหอม พร้อมกับดมกลิ่นน้ำหอมสมุนไพรที่รายล้อมอยู่รอบตัวเหมือนกับตกอยู่ในโลกของน้ำหอมอย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนผสมของน้ำหอม

คุณเคยสงสัยบ้างมั้ย? ในน้ำหอมหนึ่งขวดสามารถปรุงมาจากส่วนผสมอะไรได้บ้าง ถ้าให้ลองจินตนาการดูเชื่อว่าคุณคงจะนึกถึง ดอกไม้ ต้นไม้ต่างๆ

แต่ส่วนผสมที่เราจะพูดถึงวันนี้แตกต่างออกไปและเป็นหนึ่งในส่วนผสมล้ำค่ามาจากธรรมชาติอย่างแท้จริงนั่นก็คือ “อุจจาระของวาฬสเปิร์ม”

แอมเบอร์กริสเป็นส่วนผสมจากอุจจาระของวาฬสเปิร์ม ซึ่งในปัจจุบันถูกนำมาใช้ในน้ำหอมชื่อดังหลายกลิ่นที่นิยม โดยแอมเบอร์กริสมีลักษณะเป็นของแข็งและมีสารขี้ผึ้งในระบบย่อยอาหารของปลาวาฬสเปิร์ม

โดยจะมีกลิ่นที่หอมหวานเนื่องจากเป็นส่วนผสมที่มีความเป็นธรรมชาติสูงและถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ส่วนที่มนั้นก็มาจากแอมเบอร์กริสถูกส่งผ่านไปยังอุจจาระและถูกปลาวาฬสลายตัวโดยอาศัยอวัยวะภายใน

โดยทั่วไปแล้วเราสามารถพบก้อนนี้ได้จากการลอยตัวตามทะเลและตามแนวชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกหรือบนชายฝั่งของบราซิลและมาดากัสการ์บนชายฝั่งของทวีปแอฟริกา

นอกจากนั้นแอมเบอร์กริสยังเป็นส่วนผสมของน้ำหอมที่เป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณเนื่องจากอาจมีคุณสมบัติในการตรึงที่ยอดเยี่ยม ซึ่งชาวอียิปต์โบราณ ชาวโรมัน ชาวกรีก และชาวอาระเบียใช้แอมเบอร์กริสในการผลิตน้ำหอม แต่ในเอเชียโบราณได้นำมาใช้เป็นเครื่องเทศมากกว่าการปรุงน้ำหอม

อย่างไรก็ตามแอมเบอร์กริสก็ควรถูกนำไปใช้ในอุตสหกรรมมากที่สุดเพราะมีกลิ่นหอมที่ซับซ้อน หวานราวกับว่ามีดินและกลิ่นทะเลรายล้อม จึงไม่น่าแปลกใจทำไมส่วนผสมของแอมเบอร์กริสถึงมีค่าแพงที่สุดในโลก

นิยามใหม่ OpenStack Cloud

ถ้าพูดถึง Public Cloud เราก็คงนึกถึง Amazon Web Service (AWS) เพราะเป็นอันดับต้นๆ ของตลาด แต่ถ้าพูดถึง OpenStack เราก็จะนึกถึง Private Cloud ที่รองรับการทำงาน Private Cloud ได้ดีที่สุดในเวลานี้

โดยอาจกล่าวได้เลยว่าไม่มี Cloud Technology Platform ใดๆ ที่จะได้รับการสนับสนุนได้มากเท่า OpenStack ซึ่ง OpenStack นั้นเกิดมาจากการร่วมมือกันของ NASA และ Rackspace ในปี 2010 ก่อนที่จะมีการเติบโตขึ้นในฐานะ Open source ซึ่งมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย ทั้ง HP, IBM, Intel, Cisco, Dell, EMC, VMware, Symantec, Huawei, และ Yahoo

ใครใช้ OpenStack บ้าง?

          ผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมากเหล่านี้ เป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ใช้งาน OpenStack เท่านั้น ซึ่งภายในงาน OpenStack Summit ที่ Vancouver ที่ผ่านมา ผู้ค้าระดับโลกอย่าง Walmart ได้ออกมาพูดถึงการใช้งาน OpenStack กับระบบการจัดการ Ecommerce ว่าสามารถสร้างความสำเร็จมหาศาลได้อย่างไร นอกจากนี้ OpenStack ยังเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของทั้ง eBay, Paypal, Comcast, Time Warner Cable และ Bestbuy ส่วนทาง NASA เองก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสาวกผู้ที่กำลังใช้ OpenStack เป็นรากฐานพัฒนาเทคโนโลยีพามนุษย์ไปสู่ดาวอังคารนั่นเอง

เมื่อเราพอจะมองเห็นภาพกว้างๆ แล้วว่า OpenStack ถูกใช้โดยใครและใช้ทำอะไรบ้างแล้วนั้น ต่อมาก็จะต้องมาทำความเข้าใจกันหน่อยว่าแท้จริงแล้ว OpenStack ไม่ใช่ Homogeneous Cloud Product หรือผลิตภัณฑ์ Cloud ที่อยู่ภายใต้ผู้ให้บริการรายเดียวแบบเสร็จสรรพ ตั้งแต่ Hypervisor ยัน Management Layer (* อ้างอิงจาก http://www.bmc.com/blogs/what-price-homogeneity/) และ OpenStack ก็ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ Virtualization Hypervisor แต่อย่างใด

OpenStack นั้นเป็นเพียงแพลตฟอร์มผสานการทำงาน หรือ Integration Platform เท่านั้น โดย OpenStack จะเป็น Framework ที่มาพร้อมกับ API และ Tool สำหรับ Cloud Service พวก Product และ Technology ต่างๆ จะถูก Integrate และ Deploy ภายใน Framework นี้ เพื่อสร้าง OpenStack Cloud ขึ้นมา

ผู้ให้บริการบิดเบือนความหมายของ Cloud

ความหมายที่แท้จริงของ Cloud ได้ถูกบิดเบือนไปโดยเหล่าผู้ให้บริการ เพื่อให้เข้ากับจุดประสงค์การขายสินค้าของตน และสำหรับ Cloud ของ OpenStack นั้น จะขอยึดเอาตามคำจำกัดความจาก Amandeep Singh Juneja ผู้เป็น Senior Director ด้าน Cloud Engineering ที่ Walmart Labs คือ “Cloud นำมาซึ่งความยืนหยุ่นและการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบ Infrastructure”

ทั้งนี้ทั้งนั้นทาง OpenStack เองก็ได้นำเสนอ Framework ที่จะทำให้ ระบบ Infrastructure ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่นเช่นเดียวกัน

นิยามใหม่ของ OpenStack Cloud

แรกเริ่มเดิมที OpenStack มีอยู่ 2 โปรเจ็กต์ได้แก่ Nova Compute Project และ Swift Storage ซึ่ง Nova จะทำให้ Cloud Operator สามารถเลือกการ Deploy ได้จาก Hypervisor และ Virtualization Technology หลายๆ แบบ ไม่ว่าจะ ESX ของ VMware, Open Source อย่าง KVM และ Xen Hypervisor หรือกระทั้ง Hyper-V ของ Microsoft ก็สามารถนำมา Deploy ใน Nova ได้เช่นกัน

หลังจากนั้น OpenStack ก็ได้ขยาย Project โดยการเพิ่มโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เข้าไปภายใต้สิ่งที่รู้จักกันในชื่อ OpenStack Integrated Release สำหรับ OpenStack Kilo ที่ปล่อยออกมาไม่นานนี้ มีการผสานรวมหลายๆ โปรเจ็กต์เข้าด้วยกัน ซึ่งได้แก่ Nova compute, Swift object storage, Cinder block storage, Keystone identity, Horizon dashboard, Glance image, Neutron networking, Trove database, Sahara Big Data, Heat orchestration, Ceilometer monitoring และ Ironic Bare Metal projects

ความท้าทายของ Integrated Release ก็คือ ในการใช้งาน OpenStack Cloud เราไม่ได้ใช้สิ่งที่อยู่ใน Integrated Release ครบทั้งหมด เริ่มด้วย Liberty Release ที่จะทำให้เกิดนิยามใหม่ขึ้นสำหรับ OpenStack แล้วไหนจะ DefCore Project ส่วนสำคัญที่ต้องเข้าไปอยู่ใน Cloud เพื่อให้สามารถเรียกได้ว่าเป็น OpenStack Cloud นอกจากนี้ยังมี Big Tent ซึ่งเต็มไปด้วยสารพัดโปรเจ็กต์ให้ผู้ใช้หรือผู้ให้บริการ Cloud ได้เลือกสรร

ทั้งนี้ Big Tent ได้เปลี่ยนคำนิยามของ OpenStack Cloud ไปเสียหมด ทั้งเรื่องที่ OpenStack Cloud คืออะไร และสามารถทำอะไรได้บ้าง นั่นหมายความว่า Liberty ที่ปล่อยออกมาก็จะสร้างความแตกต่างมหาศาลให้กับ OpenStack เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม DefCore ยังคงเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ ทั้ง Keystone Identity service และ API เพราะ Keystone คือตัวเปิดการทำงานของ Federated Identity หรือ การพิสูจน์ตัวตนแบบรวมศูนย์ ใน OpenStack Cloud ด้วยไอเดียที่จะให้ OpenStack Foundation กลายมาเป็น OpenStack Powered Planet คือ ให้เกิดศูนย์กลางการใช้งาน OpenStack ทั่วโลกนั่นเอง

 

Cloud Computing

Cloud Computing เป็นบริการ หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Private, Public, และ Hybrid ถ้าอยากรู้ว่าแบบไหนที่น่าใช้ อันดับแรกต้องดูที่ระดับของความปลอดภัย และฟังก์ชั่นที่ตรงตามความต้องการ ประกอบด้วยลักษณะของ Data ที่จะนำไปใช้ร่วมกับ Cloud นั่นเอง

Public Clouds

Public Cloud คือ รูปแบบการให้บริการ Service และ Infrastructure ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่มีการติดตั้งใด ๆ ในพื้นที่ของผู้ใช้งาน โดยระบบนี้เป็น Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการแชร์ทรัพยากร แต่ก็มีข้อด้อยในเรื่องของระบบความปลอดภัยหากเทียบกับ Private Cloud

Public Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. Workload มาตรฐานสำหรับ Application ถูกใช้โดยคนจำนวนมาก เช่น E-mail
  2. ต้องการทดสอบและพัฒนา Application Code
  3. มี SaaS (Software as a Service) จากผู้ให้บริการที่เตรียมระบบรักษาความปลอดภัยและแผนการรับมือมาเป็นอย่างดี
  4. ต้องการความสามารถเพื่อรองรับ Workload ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง Peak Time
  5. มีโครงการหรืองานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น
  6. ต้องการทำ ad-hoc software development project โดยใช้ PaaS (Platform as a Service) ผ่านทางระบบ Cloud

ข้อควรจำ: ผู้ดำรงตำแหน่งสูงในฝ่าย IT หลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ Public Cloud จึงต้องใช้เวลาพิจารณาศึกษาให้มั่นใจก่อนว่าระบบถูกออกแบบมาดี เพื่อป้องกันหรือรับมือได้เมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้การประหยัดงบประมาณในระยะสั้นอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวได้

Private Clouds

Private Cloud คือ รูปแบบการให้บริการ Service และ Infrastructure ทั้งหมดจะอยู่ใน Private Network ส่วนตัวของแต่ละบริษัท ระบบนี้มีความโดดเด่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยและการควบคุม ซึ่งมีค่าบำรุงรักษา การจัดซื้อ การซ่อมแซม Infrastructure และ Software ทั้งหมดที่ผู้ใช้บริการต้องจ่าย

Private Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. มีการทำงานเกี่ยวกับ Data และ Application สำคัญ ซึ่งจะต้องมีความปลอดภัยและการควบคุมการเข้าถึงมาเป็นอันดับแรก
  2. มีการทำธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นพิเศษ
  3. บริษัทหรือองค์กรมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรัน Cloud Data Center อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเอง

ข้อควรจำ: เส้นแบ่งระหว่าง Private และ Public Cloud เริ่มจะไม่ค่อยชัดเจน เพราะว่าตอนนี้บางผู้ให้บริการ Public Cloud เริ่มมีบริการเสริมเป็น Private เวอร์ชั่นของ Public Cloud ขึ้นมา และผู้ให้บริการ Private Cloud บางรายก็มีบริการ Public เวอร์ชั่น ที่มีความสามารถไม่ต่างกับ Private Cloud ออกมาเช่นกัน

Hybrid Clouds

Hybrid Cloud เป็นรูปแบบที่ผสมความสามารถของ Public Clouds และ Private Clouds ซึ่งการเลือกใช้ Hybrid Cloud นั้นได้นำความสามารถของ Cloud แต่ละแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจแยกเป็นแต่ละส่วนได้ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ใช้บริการต้องคอยตรวจเช็คการทำงานของ Security Platform ที่แตกต่างกัน เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

Hybrid Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. ต้องการใช้ Application แบบ SaaS แต่ต้องการเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นผู้ให้บริการ SaaS จึงสร้าง Private Cloud ขึ้นมาภายใต้ Firewall ของทางผู้ให้บริการ โดยผู้ใช้งานจะได้รับ VPN (Virtual Private Network) มาเป็นตัวเสริมความปลอดภัย
  2. เป็นธุรกิจที่ให้บริการในระบบตลาดแบบแนวตั้ง (Vertical Market) ซึ่งประกอบด้วยลูกค้าหลากหลายและเป็นอิสระแยกจากกัน จึงใช้ Public Cloud เพื่อติดต่อกับลูกค้า แต่เก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายไว้อย่างปลอดภัยภายใน Private Cloud

ข้อควรจำ: ระบบการจัดการ Cloud Computing จะมีความซับซ้อนสูงขึ้นมาทันที เมื่อต้องจัดการทั้ง Public Cloud, Private Cloud, และ Data Center ภายในไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นในการจัดการ Hybrid Cloud จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มความสามารถสำหรับจัดการและจัดกลุ่มการทำงานร่วมของสภาพแวดล้อมที่ต่างกันพวกนี้

ตัวเลือกของ Cloud Computing ที่มีมาให้เลือกอย่างหลากหลายแบบนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อแตกต่างทั้งหมดของทั้ง 3 แบบข้างต้นแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการว่าจะใช้ Cloud Computing แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของตนมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดและผลลัพธ์ที่ดีกับองค์กร

เดทแรกใช้น้ำหอมกลิ่นไหน

การออกเดททุกคนต่างอยากจะทำให้คู่เดทของเราประทับใจไม่คุณจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม คุณอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องผิวเผิน แต่เราจะบอกว่าไม่เลยนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวคุณ

การสร้างความประทับใจ การสร้างความจดจำ เป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของเรื่องน้ำหอม น้ำหอมจะทำให้เกิดความประทับใจในตัวตนของคุณและเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณในเดทแรก

1.กลิ่นน้ำหอมสะอาด

คุณควรจะฉีดน้ำหอมที่มีกลิ่นนุ่มนวลไม่ต้องมีพลังของกลิ่นมากนัก เซ็กซี่อย่างเป็นธรรมชาติและสะอาดไปพร้อมๆ กัน กลื่นน้ำหอมที่สะอาดและเฟรซจะทำให้คุณมีบุคลิกเป็นคนที่สะอาดชอบดูแลสุขอนามัย ส่วนคนที่เลือกฉีดน้ำหอมที่มีกลิ่นอ่อนๆ เพราะคุณยังไม่ทราบว่ากำลังเดทกับใครอยู่และเค้าอาจจะแพ้น้ำหอมก็ได้ ฉะนั้นฉีดแบบเบาๆ ไปก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย

2.วิธีการฉีดน้ำหอม

คุณจะต้องฉีดน้ำหอมที่ถูกวิธีเพื่อให้คู่เดทของคุณประทับใจ คุณสามารถมีกลิ่นที่หอมสะอาดได้โดยใช้น้ำหอมเพียงกลิ่นเดียว และจำไว้เสมอว่าเพื่อให้ได้กลิ่นที่อ่อนนุ่มและกลิ่นสะอาดคุณจะต้องไม่พรมน้ำหอมไปทั้งตัว แต่เลือกพ่นเพียงเล็กน้อยทำได้โดยการพ่นน้ำหอมที่อยู่ด้านหน้าและไม่ได้โดนร่างกายคุณโดยตรงจากนั้นให้คุณเดินผ่านละอองน้ำหอม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือควรทำหลังจากอาบน้ำเพราะเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับผิวแและรูขุมขนจะดูดกลิ่นของน้ำหอมได้ง่าย

3.ข้อผิดพลาดสำหรับการฉีดน้ำหอม

ข้อผิดพลาดมากมายเกี่ยวกับการใช้น้ำหอมกับร่างกายแต่สิ่งที่พบมากที่สุดคือการใช้น้ำหอมบนคอหรือบนเสื้อผ้า บางคนคิดว่าการใส่น้ำหอมลงบนคอจะทำให้กลิ่นน้ำหอมติดทนนานขึ้น อย่างไรก็ตามคุณควรคิดล่วงหน้าว่า บริเวณคอเป็นบริเวณที่น้ำหอมสามารถโดนแสงอาทิตย์และอากาศได้ และสองสิ่งนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้กลิ่นน้ำหอมจางไว

4.กลิ่นแรกแสนประทับใจ

ก่อนจะออกไปเดทคุณควรตรวจสอบอีกครั้งให้แน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างสมบูรณ์แบบโดยเฉพาะการเลือกกลิ่นน้ำหอม และทำตัวให้เป็นธะรมชาติเพื่อให้กลิ่นน้ำหอมส่งเสริมให้คุณดูสวยไปอีกในเดทแรก