ระบบช่องทางการตลาดออนไลน์

ระบบนี้เกิดขึ้นเมื่อบริษัทหนึ่งๆ มีช่องทางการจำหน่ายตั้งแต่ 2 ช่องทางขึ้นไปแยกตามสินค้าของตนเอง เพื่อให้ถึงกลุ่มผู้บริโภคต่างๆ ของตน โดยปกติบริษัทฯ จะเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ เนื่องจากช่องทางจัดจำหน่ายเดิมไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าดังกล่าวได้ ดังนั้นจึงเกิดระบบช่องทางตลาดหลายประเภท ในบริษัทฯ เดียวกัน เช่น หากบริษัทฯ ได้ผลิตสินค้าไฮเทคขึ้นมา ดังนั้นควรใช้พนักงานขายตรงที่มีความชำนาญทางเทคนิคจะเหมาะกว่าการขายทางโทรศัพท์

การบริหารงานของช่องทางการตลาดและคนกลาง อาจมีความขัดแย้งหรือมีการแข่งขัน เนื่องจากสาเหตุต่างๆ เช่น ความไม่ลงรอยกัน การกำหนดข้อตกลงหรือสัญญาเรื่องบทบาทหน้าที่/ สิทธิ ของแต่ละฝ่ายไม่ชัดเจน การรับรู้เรื่องต่างๆ และสื่อสารกันไม่ชัดเจน และความสัมพันธ์ที่เปราะบางของผู้เกี่ยวข้องในช่องทางการตลาดออนไลน์ เนื่องจากต่างคิดว่าตนไม่ต้องพึ่งพาอีกฝ่าย เพราะมีลูกค้าอื่นๆ อีกมาก ทำให้แต่ละฝ่ายต่างถือตนเองเป็นใหญ่ และไม่ยอมอีกฝ่ายหนึ่ง

อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการ SMEs อาจจะบริหารความขัดแย้งดังกล่าว ได้หลายวิธี เช่น

กำหนดเป้าหมายที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกัน และได้ประโยชน์เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย
การแลกเปลี่ยนพนักงานมาทำงานในอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้น
การหาแนวร่วมจากหัวหน้าในแต่ละช่องทางการตลาดออนไลน์
การส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสมาคมการค้า หรือสมาคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
การหาสมาชิกจากผู้ที่อยู่ในช่องทางการตลาดเข้ามาร่วมด้วย เป็นต้น
ช่องทางการตลาด การบริหารช่องทางการตลาดจะเป็นรูปแบบใดนั้น ส่วนใหญ่ขึ้นกับการตัดสินใจและปัจจัยภายในของบริษัท อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการ SMEs ต้องไม่ลืมพิจารณาปัจจัยด้านกฎหมายและจรรยาบรรณในการดำเนินการเกี่ยวกับ ช่องทางการตลาดด้วย เช่น การจัดจำหน่ายแต่ผู้เดียว (กีดกันผู้อื่นหรือไม่) ข้อตกลงระหว่างคู่ธุรกิจในช่องทางการตลาดขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการผูกขาดหรือไม่ และสิทธิของผู้แทนจำหน่ายขัดต่อกฎหมายหรือไม่

ทำระบบ cloud service แบบไหนดี

ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์รูปแบบใด ระบบคลาวด์พื้นฐานทั้งหมดควรมีคุณลักษณะสำคัญบางประการ โดยอันดับแรกคือการเชื่อมต่อโดยตรงที่ปลอดภัยเพื่อเรียกใช้ข้อมูลภายในระบบ cloud service เช่น อินเตอร์เฟส REST หรือเส้นทางที่จะเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นกับคลาวด์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดให้กับแอพพลิเคชั่นใหม่ นอกจากนี้ยังต้องสามารถแบ่งปันทรัพยากรกับผู้ใช้จำนวนมาก (multitenancy) ด้วยการแยกส่วนข้อมูลออกมาได้ ดังนั้น SLA ต้องสามารถกำหนดให้กับชนิดข้อมูลหรือแอพพลิเคชั่นที่เฉพาะเจาะจงได้ นอกจากนี้ ระบบ cloud service ยังต้องมีเนมสเปซที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงและชั้นความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ระบบคลาวด์บางอย่างอาจนำเสนอคุณลักษณะที่มีมูลค่าเพิ่ม (ขึ้นอยู่กับผู้บริการ) อย่างการบีบอัดและการสร้างชุดข้อมูลเดียวเพื่อช่วยในด้านการประหยัดค่าใช้จ่าย การเข้ารหัสลับเพื่อสร้างความปลอดภัยที่ดีขึ้น และการเรียกเก็บเงินหรือค่าบริการขององค์กรหรือ ผู้ให้บริการที่ต้องการเรียกเก็บจาก แต่ละหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ตามการใช้งานจริง

โดยทั่วไปแล้ว บริการด้านไอทีจะยึดตามมาตรฐานระดับการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมใช้งาน ความเชื่อถือได้ และความเป็นเอกภาพ การเพิ่มเติมหรือแทนที่บริการไอที “ดั้งเดิม” ด้วย cloud service จำเป็นที่จะต้องได้รับการรับรองในด้านคุณภาพเช่นเดียวกัน แม้ว่าบริการระบบคลาวด์ที่มีการจัดการจะช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลในด้านรายละเอียดของการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลมากนัก เช่น RAID (Redundant Array of Independent Disks) การจำลองแบบ และการวางแผนด้านความจุ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าจะต้องระบุให้รวมคุณภาพของบริการไว้ในสัญญาผู้ให้บริการคลาวด์ด้วย จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ผู้ให้บริการคลาวด์ทุกรายจะสามารถมี SLA ได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสอบถามผู้ให้บริการก่อนว่ามี SLA อย่างไรบ้าง แม้ว่าบริษัทของคุณจะกำลังสร้างระบบคลาวด์ส่วนตัวภายในขึ้นมาเอง แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้ระบบไอทีเป็นไปตาม SLA ของหน่วยธุรกิจนั้นๆ ด้วยเช่นกัน

ทำไม…ต้องขายสินค้าบนโลกออนไลน์ (E-Commerce)

ในโลกปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในชีวิต ไม่เพียงแต่การ การสืบค้นข่าวสารข้อมูลต่างๆ การติดต่อสื่อสารในหมู่เพื่อนฝูง แต่ยังรวมไปถึงการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ตหรือที่นิยมเรียกกันว่า E-Commerce เพราะ E-Commerce บริการการซื้อขายออนไลน์ เพียงแค่คลิก ก็สามารถซื้อขายได้ทุกที่ง่ายดาย สร้างความสะดวกสบายให้ผู้ซื้อและผู้ขาย จับจ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนั้น เทคโนโลยี ก็ยังถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจ E-Commerce เติบโตไปได้อย่างรวดเร็วมาก เพราะการทำธุรกิจ E-Commerce ปัจจุบัน สามารถใช้งานได้จากหลายช่องทาง ทั้งทางสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ ซึ่งระบบของ E-Commerce ก็มาพร้อมความปลอดภัย โดยเว็บไซต์ E-Commerce ส่วนใหญ่จะมีระบบการจ่ายเงินที่สะดวกสบายแต่ระบบความปลอดภัยสูงมาก

ยิ่งไปกว่านั้น E-Commerce ยังเป็นช่องทางใหม่สำหรับผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างโอกาสในการขยายช่องทางการค้าขายให้ผู้ประกอบการได้มากยิ่งขึ้น และเป็นตัวช่วยหนึ่งในการเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ทั้งยังเป็นวิธีที่ดีในการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอีกทางหนึ่งด้วย เพราะในปัจจุบันสังคมออนไลน์ถือเป็นสื่อหลักที่ช่วยในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ได้อย่างดีเยี่ยม ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ดังนั้นจึงถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยขยายแบรนด์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและขยายฐานธุรกิจออกไปอีกด้วย

ทำไม…ต้องขายสินค้าบนโลกออนไลน์ (E-Commerce)
การผันตัวของผู้ประกอบการเข้าสู่ E-Commerce ในสมัยนี้ แตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถทำได้ง่ายมาก ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องมีความรู้และเข้าใจในเรื่องของ Programming, Designing, Database, Network, Internet, Payment และอื่นๆ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก จึงส่งผลให้ธุรกิจ E-Commerce เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตา และเริ่มเรียนรู้มัน

และโดยเฉพาะในปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าถึงยุค 3G อย่างแท้จริง การใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กระแสการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่จึงถือเป็นปัจจัยหนึ่งในการผลักดันให้การซื้อขายออนไลน์เติบโตมากยิ่งขึ้น

ในยุคสมัยที่สื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลมากต่อชีวิตประจำวัน การบริหารธุรกิจ E-Commerce จึงมีความจำเป็นต้องใช้การสื่อสารและกลยุทธ์ในหลายทิศทางในการทำให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

แนวคิดทางการตลาดเกี่ยวกับการทำตลาดแบบ e-mail marketing

การทำ Permission-based e-mail ก็คือ กลยุทธ์ไดเร็กต์เมล์ในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง โดยมีจุดที่เหมือนกันกับการทำ email marketing ดังนี้

1. สามารถส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมาย ถ้าหากกระบวนการในการเลือกและจัดหาเมลลิ่งลิสต์ถูกต้อง ก็จะเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ตรงเป้าหมาย
2. สามารถทำรูปแบบให้แลดูสวยงามสะดุดตา เหมือนดั่งเช่นไดเร็กต์เมล์ที่สามารถออกแบบให้หวือหวาเตะตาเตะใจผู้รับอีเมล์ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ตัวอักษรเฉยๆ แต่สามารถสร้างด้วยภาษา html ให้มีภาพแสงสีที่สวยงาม และยังสามารถมีฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่เหนือกว่าไดเร็กต์เมล์ธรรมดา
3. ผู้รับสามารถโยนทิ้งได้ทันทีที่ได้รับ เพราะทั้งไดเร็กต์เมล์และอีเมล์ต่างก็มีสิ่งที่เรียกว่า junk mail หรือบรรดาเมล์ขยะด้วยกันทั้งสิ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะรำคาญและรู้สึกเสียเวลาที่จะเปิดอ่าน แต่ที่อีเมล์ได้เปรียบกว่าไดเร็กต์เมล์อยู่หลายขุมก็คือ อีเมล์อาจทำหน้าที่แทนเซลส์ สามารถสร้างยอดขายและรายได้ให้ทันที

เมื่อพิจารณาการวิจัยร่วมกับแนวคิดทางการตลาดเกี่ยวกับการทำตลาดแบบ e-mail marketing แล้วนั้น การตลาดแบบ e-mail marketing เป็นการตลาดแนวใหม่และเข้าถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตได้อย่างสะดวก โดยผู้ใช้สามารถกลั่นกรองการตลาด e-mail marketing ที่ถูกส่งมากด้วยตัวเองเพื่อพิจารณารับหรือปฏิเสธ อีกทั้งการตลาดแนวใหม่นี้ช่วยลดทอนการเดินทางหรือการเปรียบเทียบข้อมูลการซื้อหรือขายสินค้าแบบอื่นๆ อีกทั้งสามารถจัดเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาพิจารณาได้อีกในภายหลัง อีกทั้งประหยัดและเหมาะสมกับธุรกิจขนาดเล็กในการแนะนำสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภคด้วยงบประมาณไม่สูงนัก

สุดท้ายคือการติดตามผลตอบรับของลูกค้า โดยเราสามารถตรวจสอบได้จากรายงานบนระบบ e-mail ว่ามีลูกค้ากี่รายเปิดอ่าน e-mail ของเรา และมีลูกค้ากี่รายที่ไม่ต้องการรับ e-mail อีก หรือบางระบบอาจสามารถตรวจสอบได้ถึงขั้นว่า ลูกค้าคลิกที่ link อะไรมากเป็นพิเศษ ช่วยให้เราประเมินได้ว่าลูกค้าสนใจข้อมูลอะไรมากเป็นพิเศษอีกด้วย เพื่อที่จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ประเมินผลของแคมเปญหรือโปรโมชั่นที่เราจัดส่งไป กลยุทธ์การตลาดทาง e-mail ที่ทั้งถูก เร็ว และดีเช่นนี้ ช่วยเพิ่มศักยภาพทางการตลาดในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างเช่นทุกวันนี้

Server ทำหน้าที่อะไรเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อน เช่าเซิฟเวอร์

Server ทำหน้าที่อะไรเป็นสิ่งที่ควรรู้ก่อน เช่าเซิฟเวอร์

Server ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ให้บริการต่าง ๆ ในโครงข่ายอินเตอร์เน็ต หรือโครงข่ายที่มีลูกข่าย เมื่อมีผู้ใช้งานมาขอใช้บริการ Server เครื่อง Server จะจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่

ในเครื่องเพื่อให้บริการในทันที
ซึ่งบริการของ Server นั้นมีหลากหลายอย่างด้วยกัน โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 หน้าที่หลัก ๆดังต่อไปนี้
1. Web server คือโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้านการจัดการเว็บไซต์ โดยส่วนมากโปรแกรมที่นิยมใช้เป็น Web server จะเป็น Apache web server
2. Mail server คือโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้าน E-mail โปรแกรมที่ใช้ในด้าน Mail server มีอยู่หลายโปรแกรมด้วยกันแต่ที่นิยมกันจะมีอยู่ 3 โปรแกรมคือPostfix, qmail,courier
3. DNS server คือโปรแกรมที่มีหน้าที่ให้บริการด้านโดเมนเนมที่จะค่อยเปลี่ยนชื่อเว็บไซต์ที่เราต้องการให้เป็น IP Address โปรแกรมที่นิยมใช้คือ bind9
4. Database server คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านการจัดการดูแลข้อมูลต่างๆภายในเว็บไซต์ โปรแกรมที่มีการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็น mysql, postgresql, DB2

โดยการทำงานของ Server จะทำงานพร้อมกันหลาย ๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากความสามารถของเครื่อง Server ส่วนใหญ่จะมีความสามารถที่สูง โดยการทำงานแต่ละอย่างของ Server จะทำงานใน Port ที่ต่างกันไป

การทำ Dark Post ในโลกของการทำ Digital

การสื่อสารทางการตลาดนั้น ทุก ๆ การสื่อสารนั้นย่อมต้องมีวัตถุประสงค์ว่าจะสื่อสารอะไรกับใคร ทำให้สินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ใช้ที่กว้างมากนั้น การสร้าง Message ที่ตรงกับความต้องการหรือ insight ที่กลุ่มเป้าหมายนั้นคิดนั้นจึงเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำ ยิ่งเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าหลากหลาย สินค้าแต่ละแบบก็มีกลุ่มผู้ใช้ที่แตกต่างกัน การนำเสนอสินค้านั้นเราจึงไม่อยากพูดให้คนทุกคนที่เข้ามาซื้อของกับแบรนด์นั้นรับรู้สินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากเท่าไหร่ การสร้างการสื่อสารทางการตลาดที่แตกไปตามกลุ่มความสนใจหรือเลือกสื่อที่ตรงกับความสนใจของแต่ละกลุ่มนั้นจึงเป็นสิ่งที่ Traditional Media นั้นทำมานาน แต่ในทาง Social ละ ถ้าเราไม่ได้ซื้อ Ads เพื่อ Target คน จะทำยังไงให้โพสของเราเห็นเฉพาะกลุ่มที่เราต้องการเท่านั้น นี้คือที่มาของการทำ Dark Post ในโลกของการทำ Digital

การใช้ Social Media นั้นนับว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งของนักการตลาดในยุคนี้ ซึ่งกลวิธีการใช้งานด้าน Social Media นั้นมีวิธีการที่หลากหลาย แต่วัตถุประสงค์ส่วนใหญ่คือการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ แต่ในบางครั้งนักการตลาดไม่อยากจะสื่อสารเรื่องเดิม ๆ กับกลุ่มคนเดิม แต่อยากสื่อสารเพื่อขยายตลาดออกไป และไม่อยากให้สิ่งที่ตัวเองสื่อสารนั้นถูกเห็นจากแฟนตัวเอง ซึ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่มาของการทำกลวิธีที่เรียกว่า Dark Post การโพสที่ไม่ปรากฏให้ใครเห็นนอกจากคนที่เราต้องการ

Dark Post นั้นคือมีคอนเซปเหมือนคำของมันเองคือคำว่า “Dark” ซึ่งก็เหมือนคอนเซปของ Dark Web หรือ Dark Social ที่เป็นมุมมืดที่คนทั่วไปไม่เห็น แต่ Dark Post ต่างจาก Dark Web หรือ Dark Social ที่เป็นสิ่งที่ใช้อย่างถูกต้องตามกฏหมาย และใช้เพื่อการสื่อสาร ต่างจากคำ 2 อันหลังที่จะสื่อถึงโลกมืดของอินเทอร์เนตอย่างจริงจัง ซึ่ง Dark Post นั้นเป็นเครื่องมือที่ให้นักการตลาดสามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเนื้อหานั้นไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ ขึ้นบน Feed ให้คนทั่วไปเห็นด้วยซ้ำ และวิธีการ Dark Post เองนี้ก็เป็นวิธีการที่นิยมมากในกลุ่มคนทำ Social Media ใน Agency ใหญ่ ๆ หรือคนที่เชี่ยวชาญในการใช้งาน Social Media Marketing

กลไกของ Dark Post นั้นมีมานานพอ ๆ กับการทำการตลาดบน Facebook ที่นิยมแพร่หลายกันขึ้นมา ซึ่งด้วยการทำงานของ Facebook ที่สามารถทำให้เกิด “unpublished posts” ซึ่งเป็นชื่อที่ Facebook ใช้เรียก Dark Post ที่แบรนด์และผู้ผลิตเนื้อหานั้นอยากจะสร้างโพสต่าง ๆ ที่ไม่ต้องขึ้นไปอยู่บนหน้าเพจของตัวเอง แต่ปรากฏให้กลุ่มเป้าหมายที่ระบุไว้นั้นให้เห็นเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้คนกลุ่มเดิม ๆ นั้นไม่ต้องเห็นข้อความที่รู้อยู่เลย หรือเห็นข้อความที่เราไม่ได้ต้องการให้คนกลุ่มเดิมนั้นเห็น วิธีการ Dark Post นี้มีความจำเป็นในการใช้งานหลาย ๆ อย่าง ด้วยข้อดีที่ได้ระบุไป ทำให้สามารถสร้าง Post ที่เจาะจงความสนใจของแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น หรือ ทดสอบ A/B testing ของเนื้อหานั้น ๆ ว่าเนื้อหาแบบไหนมีประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนที่จะนำมาใช้จริง หรือสร้าง Experiment ของเนื้อหานั้นได้อีกด้วย เช่นที่ Buzzfeed เองนั้นก็ใช้วิธีการ Dark Post ก็ใช้วิธีการ Dark Post นี้ในการทำ Content ให้ Brand ต่าง ๆ ให้ content นั้นปรากฏให้กลุ่มคนที่ Brand อยากจะให้เห็น แต่ไม่เห็นโดยคนทั่วไปทั้งหมดได้ การมี Dark Post นั้นเป็นส่วนสำคัญที่สามารถสร้างโพสอะไรก็ตาม ที่ไม่อยากให้มีผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์หรืออัตลักษณ์ของแบรนด์ใน Social ของตัวเอง

ด้วยวิธีของ Dark Post นี้ก็เหมือนการทำ Traditional Marketing อย่างที่ได้กล่าวไว้ตอนต้น ซึ่งร้านค้าหรือแบรนด์ที่มีแบรนด์ลูกหลากหลายนั้น สามารถใช้ Dark Post นี้ในการสร้างข้อความใน Social Media เพื่อส่งข้อความนั้นไปยังกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันได้ ซึ่งการทำ Dark post นี้สามารถระบุได้ว่าข้อความนั้นจะให้ใครเห็น หรือคนที่เคยเห็นแล้วแบบไหน หรือคนที่อยู่ตรงไหนเห็นโพสนี้เท่านั้น ทำให้สามารถทำโพสที่มีความเจาะจงหรือเพื่อเป้าหมายที่เฉพาะได้ด้วย ทั้งนี้กระบวนการทำ Dark Post ในปัจจุบันนั้นไม่ได้จำกัดไว้ที่ Facebook เท่านั้น แต่ยังสามารถทำได้ผ่าน LinkedIn, Twitter หรือ Pinterest แต่ถ้าใครรู้สึกกระบวนการทำทั่วไปนี้ยาก การทำ Promoted Post ที่เจาะจงคนเห็นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่วิธีการนี้ต้องเสียเงินในการที่จะโปรโมทความตรงนั้นออกไปให้คนเห็นด้วย